บทที่ 6 การตื่นรู้กลางความตาย

กลิ่นฉุนของน้ำยาฆ่าเชื้อคือสิ่งแรกที่กระชากสติของมนต์สิชาให้ตื่นขึ้น ตามมาด้วยเสียง ติ๊ด... ติ๊ด... ของเครื่องวัดสัญญาณชีพที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่ข้างหู

หญิงสาวพยายามขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง แสงไฟนีออนบนฝ้าเพดานสว่างจ้าจนต้องหยีตาลง เธอค่อย ๆ กะพริบตา ปล่อยให้ภาพเพดานห้องสีขาวสะอาดตาปรับโฟกัสจนชัดเจนขึ้นในการรับรู้

วินาทีต่อมา ความเจ็บปวดก็แล่นริ้วไปทั่วร่าง มันเป็นความปวดหนึบที่ฝังลึกทะลุถึงกระดูกจนขยับตัวแทบไม่ได้ ลมหายใจที่สูดผ่านสายออกซิเจนสร้างความทรมานให้ซี่โครงที่บอบช้ำเสียจนเธอต้องผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ อย่างระมัดระวัง

มนต์สิชาพยายามกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ความรู้สึกแสบระคายเหมือนกลืนเศษทรายบาดคอทำให้ต้องนิ่วหน้า ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังฝืนสติ กลอกตามองไปรอบตัว

ห้องพักฟื้นวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้กว้างขวาง ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนและผ้าม่านทึบแสงสีเบจที่ถูกดึงปิดไว้ครึ่งหนึ่ง โซฟาหนังตัวยาวสำหรับญาติผู้ป่วยตั้งอยู่มุมห้อง ทุกอย่างดูใหม่เอี่ยมและสะอาดสะอ้าน

หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบห้อง โซฟาตัวนั้นไม่มีรอยบุบของการใช้งาน โต๊ะกระจกหน้าโซฟาว่างเปล่า เหยือกน้ำและแก้วน้ำที่พยาบาลเตรียมไว้ไม่มีร่องรอยการแตะต้อง บนโต๊ะข้างเตียงปราศจากช่อดอกไม้หรือกระเช้าเยี่ยมไข้ คนในครอบครัวที่เคยบอกว่ารักเธอนักหนาไม่ได้อยู่ที่นี่ สามีที่เธอแต่งงานและทุ่มเทดูแลมาตลอดสามปีก็ไม่เห็นแม้แต่เงา รอบตัวเธอเงียบสนิท มีแค่เสียงเครื่องวัดชีพจรที่ดังสะท้อนไปมาอยู่ในห้องพักฟื้นที่กว้างเกินความจำเป็น

แกร๊ก...

เสียงบิดลูกบิดประตูดังขึ้นเบา ๆ พยาบาลวัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มประวัติและถาดหลอดยา พอเงยหน้าขึ้นสบตากับคนบนเตียง หล่อนก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

"คุณมนต์สิชา รู้สึกตัวแล้วหรือคะ"

พยาบาลรีบเดินเข้ามาใกล้ วางถาดลงบนโต๊ะแล้วก้มดูจอแสดงผลของเครื่องวัดสัญญาณชีพอย่างรวดเร็ว

มนต์สิชาไม่ได้ตอบอะไรในทันที เธอปล่อยให้พยาบาลจัดการเช็กสายน้ำเกลือและจดบันทึกค่าต่าง ๆ ไปเงียบ ๆ ดวงตากลมโตที่เคยอ่อนโยนและยอมโอนอ่อนให้ทุกคนเสมอ บัดนี้ทอดมองอีกฝ่ายด้วยแววตานิ่งเฉย

"ความดันกับชีพจรกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยแล้วค่ะ" พยาบาลเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ "คุณมนต์สิชาหลับไปห้าวันเต็มเลยนะคะ คุณหมอเจ้าของไข้กังวลเรื่องภาวะแทรกซ้อนมาก แต่ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ"

"ห้า... วัน..."

เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่า คอของเธอแห้งผากจนต้องหยุดกลืนน้ำลาย

"ใช่ค่ะ อยู่ในไอซียูตั้งห้าวัน เพิ่งได้ย้ายมาห้องพักฟื้นวีไอพีเมื่อคืนนี้เอง" พยาบาลหยิบแก้วน้ำพลาสติกเสียบหลอดมาจ่อที่ริมฝีปากของหญิงสาว "จิบน้ำหน่อยนะคะ จะได้ชุ่มคอ"

มนต์สิชาดูดน้ำเย็นเฉียบผ่านหลอด มันช่วยบรรเทาอาการแสบคอลงได้บ้าง เธอทิ้งศีรษะลงบนหมอนอย่างอ่อนแรง ดวงตายังจับจ้องหน้าพยาบาล

"ตลอดห้าวันที่ผ่านมา..." เธอสูดหายใจลึกเพื่อรวบรวมแรงพูด "มีใครมาเยี่ยมฉันบ้างไหมคะ"

แม้จะเป็นคำถามสั้น ๆ แต่น้ำเสียงของเธอก็ยังซ่อนความหวังเอาไว้ หวังว่าในระหว่างที่เธอนอนไม่ได้สติอยู่นานหลายวัน สามีอาจจะแวะมาดูใจ หรืออย่างน้อย คนเป็นพ่อก็อาจจะมาถามไถ่อาการสักคำ

พยาบาลชะงัก รอยยิ้มเจื่อนลงทันตา หล่อนหลบสายตาคนป่วย มือที่ถือแก้วน้ำชักกลับไปวางบนโต๊ะอย่างทำตัวไม่ถูก

"เอ่อ... คือว่า..." พยาบาลอึกอัก พยายามเลือกคำพูดที่ถนอมน้ำใจที่สุด "ทางโรงพยาบาลติดต่อไปหาคุณศศินาที่เป็นพี่สาวแล้วค่ะ เธอบอกว่าช่วงนี้บริษัทกำลังมีปัญหา ต้องช่วยคุณพ่อบริหารงาน เลยฝากให้พยาบาลดูแลคุณมนต์สิชาไปก่อน"

มนต์สิชาหลับตาลง วิกฤตบริษัทเป็นแค่ข้ออ้างที่ฟังดูดี ความจริงคือพวกนั้นไม่อยากเสียเวลามาดูดำดูดีคนที่หมดประโยชน์แล้ว ศศินาคงภาวนาให้เธอตายไปซะ จะได้ฮุบทุกอย่าง และไม่ต้องทนเห็นหน้าคนที่คอยขัดหูขัดตาอีกต่อไป

"แล้ว..." หญิงสาวลืมตาขึ้น คราวนี้แววตาของเธอว่างเปล่า ไม่เหลือความคาดหวังใด ๆ อีก "สามีฉันล่ะคะ"

พยาบาลลอบถอนหายใจ หล่อนมองใบหน้าซีดเซียวของคนป่วยด้วยสายตาสงสารจับใจ

"เราพยายามติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่ของวี-กรุ๊ปหลายครั้งแล้วค่ะ" พยาบาลตอบเสียงอ่อน "แต่เลขาฯ ของคุณภพธรแจ้งว่าท่านประธานติดเจรจาธุรกิจสำคัญที่ต่างจังหวัด ไม่สะดวกรับสาย ทางนั้นบอกแค่ว่าให้ส่งบิลค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดไปที่ฝ่ายบัญชีของบริษัทได้เลยค่ะ"

บิลค่ารักษาพยาบาล...

ริมฝีปากแห้งแตกของมนต์สิชาขยับยิ้มขื่นขม เย้ยหยันชะตากรรมของตัวเอง ชีวิตและความตายของเธอในสายตาผู้ชายคนนั้น มีค่าแค่บิลค่ารักษาพยาบาลใบหนึ่งเท่านั้นเอง

"เข้าใจแล้วค่ะ" มนต์สิชาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ขอบคุณที่ช่วยดูแลนะคะ"

"ยินดีค่ะ คุณมนต์สิชาพักผ่อนเถอะนะคะ เพิ่งฟื้น ร่างกายยังต้องการเวลาฟื้นฟู เดี๋ยวอีกสักพักคุณหมอเจ้าของไข้จะเข้ามาตรวจอย่างละเอียดอีกที"

พยาบาลช่วยขยับผ้าห่มให้เข้าที่ ส่งยิ้มให้กำลังใจก่อนจะเข็นรถเครื่องมือออกไป ประตูห้องปิดสนิท ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนี้อีกครั้ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป